TroubleMaker [53Gio](Cozart X Giotto) [NC-18+(!?)] [One-Shot] // HBD Giotto-san!!
posted on 31 Dec 2011 23:59 by gio-chanFan-fiction : TroubleMaker
Pairing : Cozart X Giotto [Katekyo Hitma Reborn]
Writer : -Teamata- [Muku-Tsuna or Franzz]
Author : Amano Akira
-One Shot- [ตอนเดียวจบ]
NC - 18+
ตามเคยนะคะ ^^ ใครรู้ว่าอายุตัวเองเกินเรทติ้ง [หรือจะไม่เกินก็ตาม ฮา] คลุมขาวได้เลยค่ะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นช่วงเวลาของปัจจุบันนะคะ แต่ตัวละครในเรื่องจะยังใช้ศัพท์และการพูดเหมือนเดิมเพื่อความเข้าถึงของตัวละครและบทบาทที่ง่ายขึ้นค่ะ
ยามตะวันคล้อยเช่นนี้แทนที่จะเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงเฮฮาคึกครื้นจนชายหนุ่มที่พักอยู่ในตัวอาคารตึกจำต้องเดินออกมาที่ริมระเบียงเพื่อมองสถานการณ์ที่กำลังจะเป็นไป แสงนีออนที่เข้ามาในม่านตาทำให้เจ้าตัวต้องหรี่มองอย่างอดไม่ได้
“ .. นิวเยียร์อีฟ สินะ .. “ เขารำพึงกับตนเองด้วยเสียงแผ่วเบา ช่วงเวลาอันแสนสนุกสนานของหลายคนแต่กลับไม่ใช่สำหรับตัวเขาเองเลยแม้แต่น้อย งานเลี้ยงฉลองที่ไร้ซึ่งเพื่อนฝูงหรือญาติมิตรสหายเขาหาได้ต้องการไม่
กระทั่งคนรัก
เขาเองก็ใช่ว่าจะมี…
“นี่ข้า.. คิดอะไรอยู่กัน” ว่าแล้วก็ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ชีวิตชายหนุ่มโสดอายุยี่สิบเอ็ด ทำงานเป็นช่างภาพอาศัยอยู่ตัวคนเดียวบนอาคารสูงชั้นเจ็ด ความหวังที่จะไปมีแฟนสวยสง่าอย่างคนอื่นนั้นมันช่างน่าอนาถอย่างไม่มีที่ติ เมื่อเห็นว่าต่อให้ตนเองยืนชื่นชมกับวิวทิวทัศน์อยู่แบบนี้ก็มิได้เกิดประโยชน์อันใด จึงตัดสินใจผินกายเดินกลับเข้าไปในห้อง ทิ้งตัวนอนลงกับโซฟาอย่างเดิมก่อนที่จะพลันหันไปมองนาฬิกาที่อยู่ข้างผนังอย่างไม่ได้ตั้งใจ
18 นาฬิกา… 32 นาที
ยังเหลือเวลาอีกเยอะขนาดนั้นเชียว
“ออกไปสูดอากาศข้างนอกคงไม่เสียหาย… “ บ่นพึมพำแล้วนายหนุ่มหัวแดงทับทิมก็ยันตัวขึ้นนั่ง เดินไปหยิบชุดลำลองจากตู้เสื้อผ้าแล้วจัดแจงถอดเสื้อตัวเก่า ผิวกายต้องแสงจันทร์ที่ลอดผ่านบานหน้าต่างอย่างไม่นึกอาย อาจเพราะไม่มีใครอยู่เคียงข้างจนคุ้นชิน อาจเพราะต้องหยัดกายมีชีวิตด้วยตัวคนเดียวจนเป็นเรื่องปกติ อาจเพราะ…
หัวใจนั้น
ว่างเปล่ามานานแล้ว
หลังจากที่สวมอาภรณ์ใหม่เป็นที่เรียบร้อย ร่างสูงโปร่งก็เดินออกจากห้องโดยไม่ลืมที่จะพกกล้องถ่ายรูปไว้ติดตัวเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ขาดไมได้ไปเสียแล้วตั้งแต่ทำอาชีพช่างภาพมาจนถึงปัจจุบัน หัวสมองของหนุ่มผมแดงนั้นขาวโพลน … .ในขณะที่ก้าวเดินออกจากห้องลงไปงานเทศกาลโดยใช้ลิฟต์ของแมนชั่น
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เสียงก้าวย่ำของคนบนท้องถนนสลับปนเปไปพร้อมกับเสียงพูดคุย ท่ามกลางฝูงคนมากมายก็มีงานเทศกาลกันเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเสียงเรียกของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่พยายามจะดึงความสนใจให้เข้าหาพวกตน ทั้งๆที่รู้ดีว่าคนส่วนมากมักจะจดจ่อกับสิ่งที่ตนนึกคิดไว้ในหัวแล้วมากกว่า เจ้าของเรือนผมสีแดงทมิฬยังคงเก็บภาพไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นตามแผงร้านคา ผู้คนที่ยิ้มแย้ม ครอบครัวกับลูกๆ .. รวมไปถึงคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่จะมานั่งดูพลุด้วยกัน….
งานเทศกาลนี่จะทำให้เขาใจแป้วไปหนักมากกว่าเดิมรึเปล่านะ..
“เฮ้อ…” ตัดสินใจปลีกตัวเดินออกมาไปนั่งลงกับม้านั่งยังสวนสาธารณะซึ่งอยู่ไม่ห่างมากนักเนื่องด้วยว่าไม่อยากจะปะทะกับฝูงคนที่อยู่เยอะแยะเยี่ยงสังคมมดขนาดย่อม สองมือถือกล้องแล้วนั่งเปิดรูปเพื่อไล่ดูไปทีละภาพ สำรวจว่าตนได้ถ่ายอะไรมาบ้าง .. ถึงองค์ประกอบของภาพจะต่างกันแต่สิ่งที่เขามั่นใจมากว่าทุกรูปมีเหมือนกันคือความธรรมดา ..
ทุกรูปนั้นไม่มีอะไรโดดเด่น และขืนยังเป็นแบบนี้จนหมดวันสิ่งที่เขาสามารถรับประกันได้อีกอย่างคือเขาตกงาน
มันขาดอะไรไปนะ …
“กรี้ดดด !!“ เสียงกรีดร้องดังขึ้นเรียกให้ทุกคนพยายามหันไปหาต้นเสียงทันที หญิงสาวหวีดลั่นเมื่อกระเป๋าสะพายของเธอถูกกระชากอย่างแรงด้วยฝีมือคนบางคนที่วิ่งปะปนไปกับฝูงชนซ้ำไม่พอด้วยแรงกระชากที่ว่านั่นทำให้เธอล้มหลังไปกระแทกเข้ากับแผงของที่วางขายอยู่ ทว่าตัวคนร้ายนั้นก็ยังเป็นที่น่าสังเกตอยู่พอตัวด้วยท่าทีรีบร้อนและของกลางที่อยู่ในมือ แน่นอนว่าโคซาร์ทไม่อาจนิ่งอยู่เฉยได้ ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นออกจากที่นั่งแล้ววิ่งหมายจะจับโจรร้ายในทันที
“จับมันไว้ที ! จับไว้ !“ เจ้าหล่อนตะโกนลั่นด้วยความแค้นเคือง เมื่อตนทำได้แค่เพียงมองเพราะว่าอาการบาดเจ็บเมื่อครู่เป็นเหตุให้ลุกได้ไม่ทันท่วงที ยิ่งได้ยินเช่นนี้แล้วก็ทำให้ยิ่งต้องเร่งฝีเท้ามากขึ้นไปอีก สายตาที่มองมาช่างเป็นอะไรที่น่าแปลกนักเพราะว่ามีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่กำลังวิ่งตามชายอุกฉกรรจ์ผู้นี้ ส่วนคนอื่นแค่มองตามด้วยสายตาเรียบเฉยในเมื่อมันไม่ใช่ภาระหน้าที่ของพวกเขา
มนุษย์เรานั้น ช่างเห็นแก่ตัวเสียนี่กระไร
“นี่เจ้า! ระวัง!” คำบอกกล่าวนั้นไม่ใช่แค่การเตือนแต่กลับกระแทกเสียงคล้ายคำสั่งเมื่อเห็นว่ามีชายแลดูไร้เดียงสาอยู่คนหนึ่งที่กำลังยืนขวางทางแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และด้วยความเร็วที่กำลังวิ่งไล่กันอยู่แบบนี้ .. มีหวัง
พลั่ก!! …
และแล้วความเร็วนั้นก็กลายเป็นศูนย์
“โอ้ย…. “ คนที่ถูกชนนั้นกลิ้งลงไปนั่งกุมหัวแบบไม่เต็มใจ ร้องโอดโอยอยู่สักพักแล้วหันไปมองด้วยความเคืองโกรธ
ไม่ได้โกรธที่ชน .. แต่ทาโกะยากิของเขาน่ะลงไปจูบพื้นหมดแล้วนะ!.. นี่กว่าเขาจะได้ตังค์มาซื้อนี่มันยากเพียงไหนน่ะรู้ไหม!
“.. ข้าขอโทษ” เอ่ยขึ้นอย่างสำนึกผิดหลังจากเห็นว่าเจ้าโจรตัวดีนั้นวิ่งหนีไปไกลเสียแล้ว นี่นอกจากเขาจะหน้าแตกต่อทุกคนในเทศกาลไม่พอยังจะทำคนลำบากเพิ่มมาอีกหนึ่งหรือนี่ .. โอชีวิตชายโสดมันช่างแสนอาภัพ.. ทำดีกับใครเขาไม่ขึ้นจริงๆสินะข้าเนี่ย..
“ .. “ เด็กหนุ่มผมสีทองสว่างนั้นไม่ตอบอะไรแต่ยังคงทำสีหน้าบอกบุญไม่รับ หรืออีกนัยนึงที่กำลังจะบอกกับชายคนที่มาทำอาหารเขาตกพื้นว่าไม่ให้อภัยเป็นอันขาด
“กระเป๋าของฉันล่ะ! กระเป๋า!... แล้วได้ตัวโจรไหม!? “ แล้วคุณเธอที่เป็นเจ้าของกระเป๋าใบหรูได้วิ่งกะเผลกๆตามมาแบบไม่ให้คนดีของสังคมหายใจ พึ่งจะทำคนโกรธไปแล้วขอโทษก็ไม่หาย … ส่วนคนที่ตนพยายามจะช่วยก็ดันไม่ประสบความสำเร็จอีก …….
พระผู้เป็นเจ้าช่างกลั่นแกล้ง
“กระเป๋า .. ? .. ใช่ใบนี้หรือเปล่าแม่นาง” ทันใดนั้นเองชายตรงหน้าโคซาร์ทก็ยื่นกระเป๋าใบนั้นให้หญิงสาวร่างอรชร เล่นเอาคนที่วิ่งตามแทบเป็นแทบตายเมื่อครู่ทำหน้าเอ๋อไปเสียสนิท พลันที่รู้ตัวอีกทีก็มีมือเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นพร้อมรอยยิ้มหวานยื่นมาไว้ให้ไขว่คว้าเสียแล้ว
“.. ลุกขึ้นมาสิ คุณคนแปลกหน้า” นั่นคือสรรพนามที่ไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง แต่มันกลับทำให้คนตัวสูงยิ้มได้พลางเอื้อมมือไปจับความช่วยเหลือที่มอบให้ไว้ และไม่นานนักมันก็ทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ … สัมผัสที่มือ …
มือชายคนนี้ … ไม่หยาบ .. ไม่สาก แต่กลับนุ่มละมุนคล้ายผู้หญิง
“ …. ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เสียงหวานเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เห็นชายที่เขาให้ความช่วยเหลือขึ้นมายืนเรียบร้อยดี แล้วแอบขมวดคิ้วเล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่ยอมละมือออกจากมือของเขา … นี่มันมีอะไรน่าสงสัยหรือไรกัน
“ อื้อ .. ส่วนเรื่องอาหาร .. ข้าจะชดเชยให้นะ เจ้าอยากได้กล่องหรือสองกล่องก็ได้เดี๋ยวข้าซื้อให้”
“ เปลี่ยนเป็นเลี้ยงข้าวมื้อสองมื้อได้ไหม? “
…. ได้คืบจะเอาศอก ..
ความคิดนี้แล่นเข้ามาทันทีหลังจากที่เขายื่นข้อเสนอให้แล้วอีกฝ่ายปฏิเสธไม่พอซ้ำยังขอมากกว่าเดิมอีกต่างหาก นายหนุ่มหน้ามึนจำใจต้องเกาหัวแกรกๆกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย และเมื่อปลงใจได้ท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่ายอมเลี้ยงข้าวให้อยู่ดี …
น่าเสียดายที่เขายังไม่ทราบ ว่ามีเพชรเม็ดงามหล่นทับใส่แบบไม่รู้ตัว
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ช่วงเวลาผ่านพ้นไปหลายสิบนาที จากเพียงแค่หลายสิบนาทีกลับต้องเสียไปถึงร่วมชั่วโมง กับการพาคนที่ขนานนามตัวคนเลี้ยงข้าวว่า ‘ คุณคนแปลกหน้า ‘ เดินเที่ยวงานเทศกาลหลังจากทานอาหารเย็นไปแล้ว เขายังต้องพาไปเล่นในสวนสนุกอีกหรือนี่ พอขึ้นชิงช้าสวรรค์เสร็จก็กลับมาจบลงด้วยสวนสาธารณะเดียวกันกับก่อนจะเกิดเหตุ …. หรือก็คือเขาเสียเวลาไปชั่วโมงเต็มๆเพื่อการกลับมานั่งที่เดิม
นั่นสิ… แล้วทำไมเขาต้องทำแบบนี้กัน
การที่พึ่งมาคิดได้ตอนนี้ทำให้คำว่า ‘ โง่ ‘ แปะเต็มหน้าเขาเลยรึเปล่าเนี่ย …
“ .. จะว่าไปแล้ว กระเป๋าถือใบนั้นอยู่กับเจ้าได้อย่างไรหรือ?” ตัดสินใจถามออกไปเมื่อมันค้างคาใจมาตั้งแต่เริ่ม ผู้ถูกถามชะงักก้าวเดินไปเล็กน้อยก่อนที่จะหันมาตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงและไม่แฝงไปด้วยเล่ห์กลใดๆทั้งสิ้น
“แค่เผลอคว้าได้ตอนล้มลงเท่านั้นเอง” คลี่ยิ้มหวานประดุจดังเป็นแสงเทียนยามค่ำคืน แต่การที่ให้คำตอบมาแบบนี้มันก็ไม่ใช่ว่าจะคลายความสงสัยทั้งหมดที่มีในใจของโคซาร์ทได้เลย
“แล้ว.. เจ้าไม่รีบกลับบ้านรึนี่?” ยิงออกไปอีกคำถามหลังจากสังเกตว่าอีกคนแลดูเป็นเด็กที่ยังไม่น่าจะบรรลุนิติภาวะได้
… ออกมาเที่ยวงานเทศกาลดึกดื่นคนเดียวเช่นนี้พ่อแม่ปล่อยมาได้อย่างไรกันนะ
“ไม่เห็นจะต้องรีบเลย“
“ทำไมกันล่ะ?”
“.. มีคนมาตามเสียทีไหนกัน”
…. ความรู้สึกผิดกระแทกใจคนถามอย่างเต็มเปาพลันที่รู้ตัวดีว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรไปเสียแล้ว ชายร่างสูงถึงกับเหงื่อตกแล้วฉีกยิ้มแห้งใส่คนตัวเล็กแล้วรีบกล่าวขอโทษเป็นการใหญ่ทันที อีกฝ่ายส่ายหน้าเชิงสื่อว่าไม่เป็นไรแล้วยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าติดหวานไม่เลือนหาย ทั้งคู่เดินมาได้สักพักจนเริ่มเมื่อยล้าจึงออกความคิดเห็นว่าควรจะหาที่พัก และจึงเป็นเหตุให้ได้ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นหญ้าที่มีภาพวาดเป็นทะเลสาบสีฟ้าครามต้องแสงจันทราจนเรืองระยับให้ได้ชม .. เป็นภาพวาดที่ดูธรรมดาแต่กลับมีความหมายสำหรับใครหลายๆคนในคืนพิเศษเช่นนี้ .. ความรัก ความโรแมนติก สัตย์สาบานที่จะพูดร่วมกันโดยมีดาวล้านดวงบนฟ้าเป็นสักขีพยาน
“กี่โมงแล้วหรือ คุณคนแปลกหน้า” .. สะอึกทุกคราที่ได้ยินชื่อเรียกแบบนี้ อย่างน้อยหากอยากทราบถึงนามของเขาก็ถามกันบ้างก็ได้ .. ถามจริงเถอะมันมีที่ไหนที่คนแปลกหน้าจะพาคนแปลกหน้าเลี้ยงข้าวและเดินเที่ยวงานเทศกาล ขึ้นเครื่องเล่นนานาชนิดแล้วสุดท้ายก็มานั่งคุยเรื่องสัพเพเหระที่ริมทะเลสาบ .. ตลกเกินไปจริงๆ
“ .. สองทุ่ม .. แล้วก็ข้ามีชื่อว่าโคซาร์ท .. ชิม่อน โคซาร์ท ” เสียงทุ้มนุ่มกล่าวแล้วพูดแอบความหมายไว้ประมาณว่าอยากให้ขานชื่อจริงๆของเขาเสียมากกว่า คู่สนทนายิ้มคิกคักอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะตอบกลับมา
“ .. จีอ็อตโต้ … เรียกแบบนั้นก็ได้นะ” น้ำเสียงที่ดังลอดออกมาแม้นไม่คิดพิจารณาให้ดีก็จับได้ไม่ยากเลยว่าดูเลื่อนลอยอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อดวงอัญมณีสีตะวันลับขอบฟ้าของเจ้าตัวคนพูดกำลังเหม่อมองคืนแรมอันทรงเสน่ห์ของวันนี้อยู่
“.. เจ้าอายุเท่าไหร่รึ?” เมื่อหมดมุขจะพูดหมดคำถามจะกล่าวจึงไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อดี ตามประสาคนที่อยู่คนเดียวแล้วใช้ชีวิตโสดมานาน คำถามที่พอจะนึกออกสำหรับบรรยากาศดีๆแบบนี้กลับกลืนหายลงไปในลำคอเสียหมด
“ ..แล้วเจ้าคิดว่าเราอายุเท่าไหร่กัน? แล้วเจ้าเองล่ะ อายุเท่าไหร่? “ คนถูกถามเงียบไปอยู่สักพักก่อนจะยอกย้อนด้วยคำพูดไม่สมกับหน้าตา เล่นเอาคนที่เป็นฝ่ายเปิดประเด็นแทบอยากจะฆ่าตัวตาย .. นี่เขากำลังโดนเด็กแกล้งใช่ไหมละนี่ .. รู้ไหมเด็กน้อย ถามอายุชายไร้คู่ครองที่บรรลุนิติภาวะมาร่วมสามปีนี่มันหยาบคายมากเลยนะ
“ … ส่วนตัวแล้วข้าคิดว่าเจ้าอายุไม่ถึงสิบแปด … เจ้า .. สิบหก?” เมื่อคำตอบแล่นเข้าโสตประสาทเจ้าตัวคนที่โดนทายอายุก็หลุดหัวเราะดังชนิดว่าทำคนพูดอยากจะปาดคอตัวเองซ้ำสอง ร่างเล็กนอนกลิ้งกับพื้นทุ่งหญ้าแล้วขำจะเป็นจะตาย
ทำเอาโคซาร์ทถึงกับต้องเบ้ปากที่ว่ามันมีอะไรน่าขำถึงเพียงนั้น
“ … ให้อีกรอบ .. ลองทายใหม่สิ “ เด็กหนุ่มหัวทองฟูไม่เป็นทรงเอ่ยยิ้มๆ พร้อมให้โอกาสกับผู้ใหญ่หน้าซื่อเป็นครั้งที่สอง
“ ..สิบห้า”
“..พลาดแล้ว สิบเก้าต่างหาก” สวนขึ้นมาทันควัน พร้อมฉีกยิ้มมีชัยเฉกเช่นผู้ชนะ แน่นอนไม่ว่าจะเป็นใครแต่หากสามารถเอาชนะกับผู้ที่อายุมากกว่า ถึงกระนั้นว่าจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยก็ทำให้ดีใจอยู่มากพอทน และสิ่งที่จีอ็อตโต้คาดหวังอีกอย่างหนึ่งก็คือทำให้โคซาร์ทช็อกไปกับเรื่องอายุ .. และแน่นอนว่ามันได้ผลอย่างไม่ต้องสงสัย
“ … ส สิบเก้า!? .. “ ตัวคนดำเนินเรื่องถึงกับอ้าปากค้างไปเสียแล้ว ชีวิตช่างภาพที่ตกอัพไม่พอยังมาโดนเด็กหลอกเรื่องอายุ ไม่ใช่ว่าสายตาพร่าเลือนหรืออะไรแต่นี่เขามองเห็นว่าคนตรงหน้าดูเหมือนเด็กจริงๆนี่ ..
“ มันมีอะไรน่าตกใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ?” เจ้าของสุนทรไม่ว่าเปล่ากลับเขยิบไปนั่งใกล้แล้วทำหน้ายียวนกวนประสาท
ตั้งแต่เรื่องพาให้เลี้ยงข้าว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังเดาไม่ออกเลยว่าเด็กซนที่อยู่ตรงหน้าเขาต้องการอะไรกันแน่ …
และยังที่บอกว่า .. ตอนลื่นล้มแล้วมันคว้ามาได้เอง ต่อให้ฟังยังไงมันก็ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย แถมมือที่นุ่มคล้ายกับขุนนางชั้นสูงมิเคยจับต้องงานบ้านแล้วนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายเขาจะไม่เก่งเรื่องการต่อสู้ .. สงสัยมาถึงบัดนี้แล้วจึงมีอะไรที่เขาอยากจะลองดูสักตั้งหนึ่งเพื่อความมั่นใจ ….
“ก็ไม่นี่นา .. ว่าแต่เจ้าสนใจจะช่วยข้าเก็บภาพถ่ายไหม? “ เจ้าของเกศาสีแดงเพลิงถามขึ้นพร้อมคลี่ยิ้มบางหลังจากที่ตนคิดว่าหากมีจุดเด่นของภาพหรือนายแบบสักคนมาช่วยดึงดูดอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้งานเขาผ่านมือเจ้านายไปลงนิตยสารก็ได้
“ตอบคำถามเรามาก่อนสิ … อายุของเจ้าล่ะ?”
“ .. ยี่สิบเอ็ด ”
“ เจ้ายังไม่มีแฟนด้วยสินะ เพราะคงไม่มีช่างภาพที่ไหนออกมาดึกดื่นแล้วใจบุญพาคนแปลกหน้าเลี้ยงข้าว ถึงจะบอกว่าเป็นงานเทศกาลก็ตามที และหากว่ามีเนื้อคู่อยู่แล้วก็ต้องหามาเป็นนางแบบแน่ๆ มาตัวคนเดียวแบบนี้แสดงว่าเจ้ายังโสดสนิทเลยล่ะสิท่า … “ เป็นสุนทรที่เล่นเอาคนฟังกระทบกระทั่งจุกลงไปถึงคอหอย โคซาร์ทถึงกับต้องกัดฟันยิ้มให้ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไม่ใช่คนใจเย็นอย่างเขาอาจจะวิ่งไล่เด็กคนนี้ไปไกลแล้วก็เป็นได้
… ช่างกวนโทสะได้เหลือประมาณ
“แล้วสรุป… เจ้าจะช่วยข้าถ่ายภาพไหม …คิดเสียว่าเป็นค่าข้าวก็แล้วกัน” ถามซ้ำอีกรอบพลางถอนหายใจเบา มองคู่สนทนาที่เหมือนจะทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่แล้วรอคำตอบ
“…คือ.. ให้เราถ่ายให้?”
“ .. ไม่ใช่ ให้เจ้าเป็นนายแบบต่างหาก” ได้ยินเช่นนั้นแล้วจีอ็อตโต้ถึงกับชะงักในความคิดของอีกฝ่าย .. วิวทิวทัศน์ยามค่ำคืน แสงสีเหลืองนวลที่ทอส่องบนพื้นหญ้า แมกไม้นานาพรรณที่พลิ้วไหวไปตามลมราวกับว่ากำลังบรรเลงเพลงแห่งธรรมชาติให้เขาได้ฟัง เสียงหิ่งห้อยก้องกังวานเสนาะหูให้ได้ยินอยู่เนืองๆ ความเงียบสงบร่มรื่นที่มีคนนับหยิบมือ .. … มันทำให้เขาเข้าใจได้ดีเลยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงทำอาชีพช่างภาพได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก
เจ้าจะบอกว่าให้นายแบบเป็นผู้ชายหัวทองเนี่ยนะ ….. ไม่ดีกระมัง… แถมอีกอย่าง..
“ .. เราไม่ชอบถ่ายรูปเท่าไหร่ “ ให้ข้ออ้างไปเพื่อพยายามปฏิเสธการเชิญชวน คนพูดขยับยิ้มเจื่อนแล้วโบกไม้โบกมือไปมา
และไม่ทันที่จะทำการใดไม่มากกว่านั้น เสียงชัตเตอร์กล้องก็ดังขึ้นทำเอาร่างเล็กซึ่งถูกแอบถ่ายชะงักไปในท่าโบกมือพอดี
“ ... เจ้าทำอะไรน่ะ! “ วิ่งเข้ามาโวยวายแล้วพยายามเขย่งตัวแย่งกล้องจากคนที่สูงกว่า โคซาร์ทหัวเราะชอบใจในทันทีกับปฏิกิริยาตอบสนองที่ฉับไวของร่างเพรียวพลางชูกล้องขึ้นสูงยิ่งกว่าเดิมแล้วยกยิ้มอย่างเหนือชั้น
“น่า.. มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นเสียหน่อย..” แว่วเสียงสำนวนนุ่มนวลราวกับจะพูดปลอบแต่สำหรับคนที่โดนถ่ายรูปไว้มันไมได้ดูน่าเชื่อถือเลยสักนิดเดียว แต่กระนั้นแล้วก็หยุดดิ้นรนที่จะคว้ากล้องแล้วเปลี่ยนมาต่อรองแทน
“ … ถ้ามันไม่ได้เลวร้ายจริง.. เราขอดูหน่อยสิ” เปลี่ยนบทละครนี้มาให้ง่ายขึ้นด้วยการทำตัวไม่เอาแต่ใจ ปรับคาแรคเตอร์ของตนเองมาเป็นเด็กว่าง่าย พอเห็นว่าชายหัวแดงนั้นพยักหน้าจึงตัดสินใจนั่งลงข้างๆที่กับอีกฝ่ายนั่งแล้วชะโงกหน้ามองกล้อง ภาพที่ปรากฏนั้นเป็นรูปเด็กหนุ่มดูรุ่นราวอายุเพียงแค่สิบหกสิบเจ็ดปี เพียงแต่ว่าในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้น
แต่งตัวสมวัยกับเด็กร่าเริงสดใส ยืนอยู่ในท่าที่กำลังโบกมือทักทายมาทางกล้อง รอยยิ้มหวานประดับอยู่ใบหน้าโดยมีแสงสีเหลืองนวลจากแสงจันทร์ส่องทอดลงมาเพิ่มให้มีแสงและเงาในตัวภาพ มีวิวฉากหลังเป็นแมกไม้นานาพรรณพร้อมกับท้องทะเลสาบสีแซฟไฟร์สวยที่นิ่งสงบไม่ไหวติงราวกับถูกความงามงดของเด็กชายต้องมนต์ไปเสียแล้ว
…นี่เขา เผลอยิ้มให้กับกล้องไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ….
“ .. เห็นไหมว่าเจ้าน่ารักน่ะ “
“ … อื้อ” พลั้งเผลอตอบรับไปโดยไม่ตั้งใจ ถ้าไม่ติดว่าหนุ่มน้อยในรูปเป็นเขาล่ะก็ เขาอาจจะตอบมากกว่าคำว่า ‘ อื้อ ‘ แล้วก็ได้ … สำหรับคนที่ใช้ชีวิตให้พอมีพอกินไปวันๆอย่างเขาแล้ว… น้อยนักที่จะได้หันมองตัวเอง ว่าตั้งแต่เกิดมาตราบจนวันนี้ .. ว่าตัวเองจะกลายเป็นความสุขเล็กๆให้ใครหลายคน .. หรืออย่างน้อยกับหนุ่มโสดแห้วรับประทานที่กำลังไล่ภาพแต่ละภาพซึ่งถ่ายมาจากงานเทศกาลให้เขาดู
“ ฮะๆ เจ้าดูรูปนี้สิ “ เสมือนว่าอยากให้ร่าเริง หลังจากที่แกล้งไปเมื่อครู่โคซาร์ทก็พยายามชวนคุยต่างต่างนานา และด้วยประเด็นนี้เองทำให้ต่างฝ่ายต่างเริ่มเล่าชีวิตตัวเองซึ่งกันและกัน จากเด็กสู่วัยเรียน จนถึงปัจจุบัน เรื่องราวเลวร้ายดีงามที่ตนประสบพบเจอ คนสำคัญที่พรากจาก ชีวิตใหม่ที่พบพาน อาชีพการงาน ไปถึงเรื่องความฝันที่อยากจะไขว่คว้าเอามาไว้ในมือ .. ความคิดความปรารถนา ฝันเฟื่องที่อยากจะวาดหวังให้มันเป็นจริง …
และน่าเสียดายที่ความสุขตรงนี้มันกำลังจะหมดลง
“ … นี่จีอ็อตโต้” เวลาล่วงเลยผ่านจนผู้ใหญ่โสดสนิทนึกขี้เกียจจึงทิ้งตัวนอนแผ่กับพื้นหญ้าที่นุ่มเหมือนพรมนี่เสียเลย ไม่ว่าพลางยังบิดขี้เกียจด้วยความปวดเมื่อย ก่อนที่จะหันไปส่งยิ้มบางๆให้คับคล้ายคับคลาว่าจะสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คนตัวเล็กได้รับรู้
“ หืม..? มีอะไรหรือ?” คู่สนทนาตอบรับแล้วเลิกคิ้วด้วยความฉงนใจเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยิ้มอยู่แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย และยังนัยน์ตาสีแดงทับทิมที่ทอดมองมาเหมือนกับจะจากลาเขาไปจากที่ตรงนี้
“ .. อย่ามองข้าเช่นนั้น เจ้ารู้ตัวเองดีที่สุด”
“ …. “ จีอ็อตโต้เงียบไม่ตอบ รู้ทั้งรู้ว่าบัดนี้แล้วอาจจะเป็นเขาเองหรือไม่ก็อีกฝ่ายที่ได้เผลอใจไปให้กัน ความสนิทสนมที่มีมากจนล้นเกิน ลืมไปเสียสนิทว่าตนนั้นไม่สมควร ทั้งในหลายๆเรื่องที่คุยกันเมื่อครู่แล้ว .. ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าพวกเขานั้นเข้ากันไม่ได้ถึงเพียงไหน
บทสนทนาที่ยาวยืดนั้นแฝงไปด้วยคำลวง … ตักตวงความหอมปิดบังความเป็นจริง
ลูกกวาดจอมปลอมนั้นเลอะตัวพวกเขาไปหมด … จนน่าสลดสะอิดสะเอียนเหลือประมาณ
ลูกกวาดหวานเยิ้มที่แทนคำโกหกนับสิบ … แฝงด้วยพิษชื่นละมุนจนน่าใจหาย
ลูกกวาดสีสดใสล่อลวงเข้าให้ติดกับ … บรรเลงน้ำคำจอมปลอมให้เล่นตามจังหวะ
คำบอกกล่าว .. … ที่ต่างรู้ตัวดีว่าไม่เป็นจริง
….. โกหก
“ อายุสิบเก้า จริงรึเปล่าน่ะ? “ ถามไถ่ด้วยเสียงที่เรียบเฉย โคซาร์ทยันตัวขึ้นนั่งมองเจ้าของเรือนผมสีเบญจมาศตรงหน้าที่กำลังมองตอบสบเข้ามาในดวงตาเช่นกัน สภาพแวดล้อมโดยรอบเงียบสงัดไปชั่วขณะอย่างไม่ทราบสาเหตุ คล้ายกับว่าทุกสรรพสิ่งกำลังรอฟังคำตอบที่ออกมาจากริมฝีปากได้รูปของร่างเพรียว
“ … สิบหก … และอีกชั่วโมงเดียวก็จะสิบเจ็ด” ตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างกันมากนัก บัดนี้นัยน์ตาสีทองส้มที่ควรจะสดใสร่าเริงดังก่อนกลับนิ่งสงบ ความคิดในหัวพลันผุดขึ้นมานับสิบ ทอดมองชายผู้ถามด้วยสายตาที่ไม่วางใจ แม้ว่าจะยังมั่นใจได้ไม่เต็มร้อย … และแน่นอนที่เขาโกหกไปมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร .. ในเมื่อ
“จริงด้วย .. พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของโจรร้ายที่ปั่นหัวตำรวจในและต่างประเทศทั้งกรมนี่นะ ใช่ไหม ‘ จีอ็อตโต้ ‘ “
.. ใช่ ในเมื่อมันไม่มีสัจจะในหมู่โจร …
ได้ฟังแล้วก็หัวเราะครืน ไม่คิดว่าจะต้องมาลงเอยเช่นนี้ ตนคิดว่าหนีย้ายมาจากเกาะซิซิลีอันห่างไกลมาอยู่แดนอาทิตย์อัสดงแล้วมันจะสงบเสียอีก กลับกายเป็นว่าต้องถูกตามล่าตัวจากตำรวจนอกเครื่องแบบอีกอย่างนั้นหรือ … ไม่ได้วาดหวังว่าจะสบายถึงเพียงนั้น แต่ว่าอย่างน้อย ..
แค่อยากมีใครสักคนที่เข้าใจ.. ในสิ่งที่ตนกระทำ
“ … พอทราบถึงตัวตนของเราแล้วเจ้าจะทำอะไรต่อล่ะ? “ ถึงจะตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองแต่เจ้าของสมญานาม โจรร้ายข้ามประเทศ ก็ไม่ได้มีทีท่าประหม่าแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นแล้วใบหน้าที่งามงดเช่นอิสตรียังคงประดับด้วยรอยยิ้มไม่ต่างไปจากเดิม … ไม่กังวล ไม่กลัว .. ไม่หวั่นเกรง ..
แม้ว่าไม่นานนักข้อมือของตนนั้นจะถูกล็อกไว้กับอีกฝ่ายด้วยเครื่องพันธนาการสีเงิน ..
“ .. ก็พากลับไปดำเนินคดีความน่ะสิ “ ไม่อยากจะใช้ความรุนแรงอะไรมากนักเมื่อทราบความจริงว่าอีกฝ่ายนั้นอายุแค่เท่าไหร่ … แต่ก็ ช่างเป็นคมในฝักเสียเหลือเกิน .. ได้ข่าวจากผู้กองทั้งหลายว่าเป็นเด็กที่ดื้อด้าน แต่ก็ไม่คาดฝันว่าจะดื้อมากถึงขั้นว่ายืนรั้งตัวเองไว้ไม่ยอมเดินไปไหนเลย ..
“ … ไม่มีทาง “ ว่าแล้วพลันเด็กหนุ่มก็กระชากข้อมือของตนอย่างแรงจนสามารถดึงให้คนตัวสูงกว่าลอยหวือขึ้นจากพื้นไปชั่วขณะได้ก่อนที่จะสามารถตั้งหลักเบรกตัวเองไว้ไม่ให้หน้าคะมำลงไปชนกับพื้นโลก ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใคร ขายาวของคนที่เป็นผู้ใหญ่ก็เข้าตวัดให้ร่างเล็กล้มลงตามมาติดๆ ความลำบากอีกประการหนึ่งคือกุญแจมือที่กักทั้งสองคนเอาไว้ด้วยกัน แน่นอนว่าไม่ทันที่จีอ็อตโต้จะลงไปกองกับพื้น โคซาร์ทก็ดึงข้อมือข้างที่ถูกพันธนาการเข้าหาตัวให้อีกฝ่ายนั้นกลับเข้าหาตัวเองและใช้ประโยชน์จากโซ่ที่อยู่ระหว่างกันมาเป็นตัวล็อกคอร่างเล็กเอาไว้เพื่อยับยั้งการขัดขืน เห็นดังนั้นแล้วร่างเล็กจึงรีบกัดแขนตำรวจนอกเครื่องแบบอย่างแรง แต่เรี่ยวแรงของเด็กวัยสิบหกปีกับผู้ใหญ่อายุยี่สิบเอ็ดต้องนับว่าต่างกันลิบ โคซาร์ทยอมรับว่ามันเจ็บมากก็จริงแต่มันไม่มากพอหรอกนะที่จะทำให้คนอย่างเขายอมปล่อยคนที่มีค่าหัวนับแสนหนีรอดพ้นไปได้ .. กระทั่งมีหยาดโลหิตออกจากปากแผลแล้วก็ตามที
.. การจับโจรนั้นไม่ยากหรอก … แค่กันไว้ให้ไปไหนไม่ได้ก็พอแล้ว
“.. อ … อึก” คนที่อยู่ในอ้อมแขนส่งเสียงอึดอัดออกมาจนเห็นได้ชัด ทั้งท่าทีการดิ้นรนซึ่งยังคงพยายามยกขาถีบหรือเตะอยู่ ร่างแกร่งขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกรำคาญใจ เพื่อเป็นการปราบพยศจึงยกแขนให้สูงขึ้นจนร่างเล็กไม่อาจสัมผัสพื้นดินได้
หากไม่เล่นไม้แข็งด้วยแล้วมันก็ไม่มีวี่แววเลยว่าเด็กดื้อนี่จะยอมเขาได้โดยง่าย
“ .. ปล่อย.. นะ “
“ .. ถ้าเป็นเด็กว่าง่ายเสียหน่อย ข้าอาจจะคิดดูใหม่ไม่พาเจ้าไปรับโทษ” ข้อเสนอถูกยื่นให้โดยร่างเล็กไม่ลังเลที่จะทำตาม จีอ็อตโต้หยุดการดิ้นรนไปในทันที แล้วเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่าเจ้าของเกศาสีแดงนิลวางเขาลงพลางย่อตัวลงมาคุยด้วย
“ .. เจ้าไม่ใช่คนเลวร้ายจีอ็อตโต้ .. เปลี่ยนใจจากสิ่งที่ทำอยู่เถอะนะ “ น่าเสียดายที่เด็กมีความคิดกว้างไกลและเพียบพร้อมด้วยความสามารถกลับถูกสอนมาแบบผิดๆ น่าเสียดายที่ร่างเล็กตรงหน้ากำลังจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกไปอีกสักยี่สิบหรือสามสิบปี น่าเสียดายที่ผิวพรรณเนียนนุ่มจะต้องแห้งกร้านและหยาบดาษ … น่าเสียดายที่ใบหน้าสวยมนจะเลือนหายไปเพราะกำลังจะเต็มไปด้วยคราบน้ำตาจากการร้องไห้ทุกวัน ถึงจะรู้ว่าสิ่งที่ร่างเล็กทำไปนั้นมันเพื่อใครหลายคน รู้ว่าที่กำลังป่วนสังคมอยู่นี้เพื่อการปฏิวัติระบบที่เป็นอยู่ เข้าไปป่วนในกระทรวงต่างๆและยอมตกเป็นเป้าหมายเพื่อใครหลายคนจะได้ตาสว่าง แต่ว่า …ชีวิตที่ขมขื่น … ในคุกมันไม่น่าพิสมัยนักหรอก
“ …เจ้าเองก็เป็นคนดีนะ … แต่เจ้าหยุดเราไม่ได้หรอก “ ยิ้มเยาะอย่างมั่นใจแล้วจับคนที่หวังดีด้วยทุ่มลงกับพื้น ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ .. ว่าอีกฝ่ายอยากให้เขาหลุดจากวังวนนี้ .. เพียงแต่ว่าเขาทำไม่ได้ต่างหาก แต่ทันใดนั้นเองจีอ็อตโต้ก็คิดผิดในเมื่อแทนที่ร่างสูงจะลงไปกระแทกพื้นดังใจหวังกลับกลายเป็นว่าเขาต่างหากที่โดนจับมือไพล่หลังแล้วดันลงกับพื้นจนขยับไปไหนไม่ได้
“ … ข้าต้องบอกว่าเจ้าเล่นละครได้แนบเนียน ฝีมือศิลปะป้องกันตัวนั้นใช้ได้ เพียงแค่ว่าเจ้าโชคร้ายที่มาเจอข้า”
และนั่นคือเสียงกระซิบสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่เสียงสรรพสิ่งต่างๆจะขาดหายไปโดยพลัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เด็กบางคนมักจะต้องถูกดัดนิสัยก่อนเข้าเรียน
เสียงฝนซาเบาบางที่ดังมาจากข้างนอกทำให้ชายหนุ่มร่างสูงต้องลุกขึ้นจากโซฟาไปยืนพิงริมขอบหน้าต่างเพื่อทอดสายตามอง หลังจากที่เขาวางยาตัวแสบให้หลับฝันดีแล้วพากลับมาบ้านชั่วคราวแล้วฝนก็ดันตกเสียหนักประดุจเทพเจ้าเบื้องบนพิโรธวาทังในรอบหลายสิบปี .. โชคยังเข้าข่างที่มันเป็นเพียงแค่ฝนไล่ช้างทำให้ไม่นานนักก็หยุดลงอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ … โคซาร์ทเดินละออกมาจากขอบหน้าต่างไปนั่งลงที่ข้างเตียงแทนซึ่งมีคนตัวเล็กที่กำลังหลับสนิท มือหนาเกลี่ยผมหน้าม้าปรกหน้าปรกตาออกเบาๆเพื่อมองใบหน้าติดหวานยามหลับใหลให้ชัดยิ่งขึ้น ไม่นานนักก็มีเสียงพลุจุดขึ้นท้องนภามากมายเป็นสัญญาณว่าเข้าสู่ช่วงปีใหม่ .. หรือก็คือเลยเที่ยงคืนมาแล้วนั่นเอง
… วันนี้ก็ .. วันที่ 1 มกราคม…
“ …. เด็กดื้อแบบเจ้าต้องจัดการอย่างไรนะจึงจะสาสม “ เปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาด้วยความเกรงว่าจะพลั้งไปปลุกคนที่อยู่ในห้วงภวังค์ตื่นขึ้นมาเสียก่อน ดวงเนตรสีทับทิมเหลือบมองที่แขนซ้ายของตนที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลโดยฝีมือของใครนั้นก็คงไม่ต้องถามให้มากความ พอนึกถึงเรื่องที่ร่างบางก่ออีกมากมายก่ายกองแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างอดมิได้
หวนคิดอีกทีภารกิจที่เขาได้รับมามันก็ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริงที่เจอกันแบบไม่คาดฝัน …
ไม่คิดจริงๆว่าจะพบเจอในงานเทศกาลแบบนั้น…
“ ..ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าหนีรอดไปไหน “ … พลาดมาไม่รู้กี่ครั้ง .. หมดคำกล่าวที่จะแก้ตัว ผิดบาปจนไม่อาจฉุดรั้งใครไว้ได้อีก .. ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าพึ่งจะรู้จักได้ไม่นาน .. คุยกันเพียงไม่ถึงสี่ชั่วโมง .. แต่บางอย่างในใจกำลังเรียกร้อง
ความรู้สึกบางอย่างที่สมองไม่อาจเข้าใจได้
ความรู้สึกที่กำลังบอกว่า ไม่อยากให้คนตรงหน้าเขาตกไปเป็นของใคร
พลันที่สิ้นสุดห้วงความคิดนั้น ร่างสูงก็โน้มใบหน้าคมคายเข้าหาแล้วประทับจุมพิตลงที่กลีบปากบาง สองมือประคองดวงหน้าสวยไว้ให้ขึ้นรับจูบ จากอ่อนโยนหอมหวานแปรเปลี่ยนเป็นแนบชิดและร้อนรุ่ม ต้องเสน่หาเพียงชั่วความคืนกลับสามารถทำให้หัวใจสั่นไหวได้ถึงเพียงนี้ ..ลุ่มหลวงในความสดใสน่ารักนั้นจนต้องการมาครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียว
ฟังดูเห็นแก่ตัวยิ่งนัก… แต่ว่าหากมองในอีกแง่หนึ่งแล้ว ไม่ใช่ว่าคนตรงหน้านี้ตกอยู่ใต้ความดูแลของเขาก่อนส่งมอบไปดำเนินคดีหรอกหรือ ? …มันก็สิทธิขาดของเขานี่ที่จะ .. ทำอะไรก็ได้ ..
..ใช่.. ทำอะไรก็ได้ …
“ .. อืออ .. อืม” เสียงครางหวานดังลอดออกมาพอให้ได้ยินด้วยความที่สติยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่ อัญมณีคู่งามปรือมองขึ้นอย่างช้าๆก่อนที่จะเบิกกว้างอย่างตกใจแล้วรีบออกแรงดันมากพอให้อีกฝ่ายละออกจากตน แต่ดูท่าแล้วจะไม่เป็นผลมิหนำซ้ำข้อมือเพรียวทั้งสองข้างยังถูกรวบขึ้นเหนือหัว ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อยังคงถูกบดขยี้อย่างโหยหาในขณะที่ร่างเบื้องใต้ไม่อาจตอบโต้อะไรได้เลย พยายามส่งเสียงร้องให้หยุดแต่กลับถูกกลบด้วยเสียงของงานเทศกาลจนเลือนหายไปหมดสิ้น สองขาดิ้นรนทั้งยกขึ้นถีบขึ้นเตะ ทว่ากับต้องถูกชะงักไว้เพราะเมื่อโดนกระตุกลงด้วยเสียงโซ่ดั่งมีบางสิ่งบางอย่างล่ามตัวเขาไว้อยู่ติดกับเตียง
“ .. ตอนนี้เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับราชสีห์ที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บหรอกนะ” ไม่ว่าเปล่าพลางขบเม้มริมฝีปากล่างจนมีกลิ่นคาวเลือดออกมาให้ได้รับรส เรียวลิ้นลากผ่านแก้มเนียนใสไปถึงใบหูแล้วหยอกล้ออย่างนึกสนุกอยู่สักพักเพื่อดูการตอบสนองจากร่างเล็กซึ่งมันก็แลดูจะได้ผลมากเลยทีเดียว สังเกตได้จากใบหน้าติดหวานที่กำลังขึ้นสีระเรื่อให้เห็นอยู่เป็นนิจ
“ ฮื่ออ … ต้องการอะไร “ คนที่กลายเป็นนักโทษของอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัวนั้นถามขึ้น วิสัยทัศน์ข้างหน้ายังคงพร่าเลือนอยู่บ้างเพราะยานั้นยังไม่หมดฤทธิ์ดี แต่ถึงเขาจะมองเห็นได้ชัดก็คงจะเห็นเพียงแต่ใบหน้าคมคายที่กำลังมองเขามาด้วยสายตาที่ชวนให้นึกหวั่นไหวเสียไม่ได้ … สายตาที่เหมือนกับว่าจะกลืนกินเขาตั้งตัวไปแบบนั้น
“ เจ้า “ ค่อนข้างจะเป็นคำตอบที่ไม่คาดหวังและไม่คาดฝันสำหรับร่างเบื้องใต้ เหมือนจากเหตุการณ์ในตอนแรกจะพลิกผันไปเสียหมด จากที่เขาควรจะเป็นฝ่ายแกล้งนายตำรวจนอกเครื่องแบบแต่บัดนี้มันกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง ร่างสูงทิ้งเว้นจังหวะให้อีกฝ่ายได้พักเพียงครู่หนึ่งก็รุกเร้าต่อด้วยการตีตราลงทีซอกคอขาวระหง สร้างรอยความเป็นเจ้าของและมั่นใจโดยแท้ว่าจะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ได้แตะต้องตัวนักโทษคนนี้ .. ก็คือเขาที่เป็นผู้คุม
ทั้งร่างกายและจิตใจ…
“..หยุด….หยุดนะ อ้ะ!!” ไหวตัวอีกครั้งเมื่อร่างสูงโปร่งขบเม้มซ้ำลงที่ลำคอเพื่อเพิ่มรอยสีโลหิตช้ำให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น ทำให้คนตัวเล็กเกิดการดิ้นรนอีกครั้ง ข้อมือบอบบางกระตุกอย่างแรงหวังจะดิ้นรนให้หลุด พอรู้สึกตัวอีกทีกลับกลายเป็นว่ามือที่เคยตรึงไว้อยู่นั้นเปลี่ยนมาเป็นเส้นเข็มขัดหนาที่มัดไว้กับหัวเตียงอย่างแน่นหนา เพียงแค่ออกแรงเล็กน้อยก็ถึงกับทำให้เกิดเป็นรอยถลอกโดยรอบ ยิ่งขัดขืนความเจ็บปวดยิ่งโถมเข้าหาจนกล้ามเนื้อที่ข้อมือเริ่มด้านชาไร้ความรู้สึก … น่าแปลกที่ความรู้สึกในตอนนี้ไม่ใช่ความโกรธแค้น .. ไม่ใช่ความเศร้าโศก .. แต่มันระคนปนเปจนเป็นความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
“ ….ทำไมข้าจะต้องหยุดด้วยกัน “ แน่นอนว่าจีอ็อตโต้ไม่สามารถหาคำตอบให้ได้ ตรงกันข้ามกับที่อีกฝ่ายคลี่ยิ้มผยองเมื่อตัวเองคุมชั้นได้เหนือกว่า ปลายนิ้วสะกิดที่ยอดอกผ่านเนื้อผ้าที่กำลังแสดงออกมาเด่นชัดเนื่องด้วยแรงราคะที่กำลังก่อตัวอยู่ภายในร่างเล็ก เล่นสนุกมากขึ้นด้วยการขบเม้มที่เม็ดขนมหวานเหล่านั้นอย่างจงใจที่ไม่ถอดอาภรณ์ของอีกฝ่ายออก ขาแกร่งใต้ผืนกางเกงแทรกเข้าหาช่วงระหว่างขาของอีกคนแล้วขยับเบียดเสียดพอเห็นว่าสติคนตรงหน้ากำลังจะถูกช่วงชิงเข้าไปทุกที
“อ้า ..! อะ .. พอแล้ว .. พอที!” เสียงครางใสหลุดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าและในทุกครั้งจะต้องมีเสียงห้ามตามมาด้วยเสมอ
เหมือนคนตรงหน้าพยายามปฏิเสธตัวตนที่มีอยู่ตรงนี้… อะไรกัน … ไม่ต้องการขนาดนั้นเชียวหรือ
เช่นนั้นก็ย่อมได้ …
“ …ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้วดีกว่า ..บทลงโทษของเด็กดื้อเป็นอันว่าโมฆะ ” เอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น โคซาร์ทผละออกจากคนตัวเล็กแล้วเดินไปทิ้งตัวนั่งลงกับโซฟายาวพร้อมด้วยเสียงฮัมเพลงอารมณ์ดี ที่ฟังดูแล้วน่าหมั่นไส้อย่างหาที่เปรียบมิได้
ปล่อยให้ร่างอรชรที่นอนอยู่บนเตียงนั้นทรมานด้วยแรงปรารถนาคุกครุ่น ไม่อาจขยับไปไหนได้ดังใจต้องการด้วยเข็มขัดและโซ่ที่ตรึงเขาเอาไว้ โครงหน้ามนหันไปมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟา แววตาฉ่ำเยิ้มไปด้วยกิเลศตัณหาโดยที่เจ้าตัวไม่อาจปฏิเสธได้เลย
“ .. กลับมา ..เดี๋ยวนี้”
“ ออกคำสั่งกับข้ารึ? “ ถึงคราของร่างเล็กบ้างที่จะสะอึกกับคำพูดที่ได้ยิน ใบหน้าหวานซีดลงไปถนัดตาเมื่อน้ำเสียงของคู่สนทนาแฝงไปด้วยความดุดันเรียกความหวาดกลัวให้ได้ไม่ยากนัก นัยน์เนตรสีอำพันหลุบลงต่ำละม้ายคล้ายเด็กที่กำลังสำนึกผิดต่อผู้ปกครอง …. แล้วก็ต้องเลิกคิ้วเรียวขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคถัดไป
“ เด็กควรจะพูดจาเช่นไรกับผู้อาวุโสกว่า หืม? “ เอ่ยยิ้มกรุ่มกริ่มเป็นคำใบ้บ่งบอกว่าตนนั้นต้องการอะไร โคซาร์ทนั่งเท้าคางมองคนตัวเล็กอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว พลางเคาะนิ้วเป็นจังหวะกับที่วางแขนยิ้มๆ รอให้เหยื่อเข้ามาหาเองก็เป็นอะไรที่สนุกกับการเข้าหามากกว่ากันถมไป
“ … “
“ ว่าอย่างไรล่ะ? “
“ อะ…ขอร้องล่ะ … ช่วยที.. นะ ”
กัดฟันกรอดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยวอนขอเสียงหวาน ทำทีดั่งลูกแมวเชื่องแสนว่าง่ายผิดเผกไปจากตอนแรก เห็นดังนั้นแล้วโคซาร์ทจึงลุกไปหาแล้วทิ้งกายนั่งลงข้างเตียง ยื่นนิ้วเรียวไปทาบลงกับกลีบปากสีชมพูระเรื่อน่าหลงใหล แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ อ้าปากออกสิ “ ไม่ว่าเปล่ากลับเป็นฝ่ายใช้นิ้วดันให้ริมฝีปากชวนจุมพิตนั้นเผยอออกเพื่อให้นิ้วมือขยับตอบสนองกับลิ้นอุ่นภายในโพรงปากหวาน ไม่ใช่แค่เพียงหนึ่งแต่เป็นสองจากนั้นก็จึงเพิ่มเป็นสาม ควานเล่นไปมาเสียอยู่นานจนหยาดน้ำสีใสไหลรินลงมาตามมุมปากสร้างแรงดึงดูดใจเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว โครงหน้าสวยขึ้นสีแดงซ่านแต่กลับไม่มีท่าทีเขินอายหรือต้องให้เรียกอีกอย่างว่าฝืนกลั้นไว้อยู่ คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองทนทำตามสิ่งที่ร่างสูงโปร่งสั่งการให้ดีที่สุดมิให้พลาดพลั้งทั้งแว่วเสียงครางหวานและแววตายั่วยวนนั้นต้องเรียกได้ว่าไร้ที่ติ เมื่อเห็นความเชื่องและว่าง่ายจนพึงใจแล้วจึงละนิ้วออกมา ชิมน้ำหวานที่ติดมากับปลายนิ้วจากร่างบางอย่างไม่นึกรังเกียจ จัดการปลดเข็มขัดเส้นหนากับโซ่สีเงินระยับออกจากข้อมือและข้อเท้าของหนุ่มน้อยเรือนผมสีทองอำพันก่อนที่จะดึงตัวให้เข้ามาหาตรงตักของเขา และพลันนั้นเองที่จีอ็อตโต้ทราบอยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาทำอะไรต่อ
“ … ข้าว่าถ้าเจ้าช่วยข้าก่อน ข้าอาจจะช่วยเจ้าได้นะ “ ลูบแพรไหมสีทองสวยอย่างเบามือแต่การกระทำนั้นเปี่ยมด้วยแรงกดดัน ร่างอรชรใช้ริมฝีปากสวยได้รูปของตนดึงซิปกางเกงอีกคนแล้วปลดกางเกงลงมาเล็กน้อย เพียงพอแค่ให้เห็นสิ่งที่เขาจะต้องจัดการ ปรากฏให้เห็นแก่นกายชูชันด้วยแรงอารมณ์ขึ้นต่อหน้า มือเล็กสองข้างถูกเรียกขึ้นมาให้ช่วยไล้ไปตั้งแต่โคนจรดปลายก่อนที่จะครอบครองด้วยโพรงปาก ลิ้นร้อนเล้าโลมไปทั่ว เลียวนรอบส่วนปลายราวกับรู้จุดกระสันดี ในขณะที่มือยังคงทำหน้าได้เป็นอย่างดี ขบกัดเบาๆเพื่อหยอกให้อีกฝ่ายเกิดการกระตุ้นเล่น การกระทำเช่นนี้ทำเอาร่างสูงขยับยิ้มมีเลศนัยในทันที ในตอนแรกคิดว่าคนตรงหน้านั้นจะไม่ประสีประสามากกว่าที่คิด แต่เมื่อได้เห็นเช่นนี้แล้วคงจะต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ..
“.. อื้อออ..!? .. “ ส่งเสียงครางอื้ออึงในลำคออย่างตกใจเมื่อพลันที่มือหนากระชากกางเกงของเขาลงพร้อมสอดนิ้วเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว ร่างเพรียวถึงกับชะงักสิ่งที่ทำอยู่แล้วละออกมาหอบหายใจเหนื่อยอ่อน ยกมือปาดคราบน้ำสีขุ่นที่เริ่มมีบ้างบางส่วนแล้วออกจากมุมปากของตน และเมื่ออีกฝ่ายเริ่มขยับ เจ้าตัวก็ครางกระเส่าจนแทบจะตั้งสติไว้ไม่ได้
“เป็นอะไรไป … หึ ไม่ใช่เจ้าอยากให้ข้าช่วยจะแย่แล้วหรือ? “ เอ่ยพลางเพิ่มนิ้วเป็นนิ้วที่สอง ส่วนมือข้างที่ว่างอยู่นั้นก็บีบกรามของอีกฝ่ายให้อ้าออกแล้วให้รับแกนกายของเขาไว้ตามเดิม แก้มเนียนใสบัดนี้เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา แต่มีหรือว่าร่างสูงที่สอนให้เขาหลาบจำอยู่นั้นจะเก็บมาใส่ใจ การกระทำอันโหดร้ายยังคงดำเนินเรื่อยตราบใดที่คนตัวเล็กยังไม่อาจทำให้อีกฝ่ายสุขสมได้เพียงพอ นิ้วเรียววนไปมาอยู่สักพักแล้วกดย้ำลงไปที่จุดกระสันเพื่อเรียกเสียงครางใสให้ดังขึ้นเป็นระยะ เขาขยับเร็วขึ้นและหนักหน่วงเพื่อปลุกอารมณ์และมอบความเสร็จสมอารมณ์หมายให้ร่างอรชรตามที่ต้องการ ไม่ใช่แค่นั้นมือข้างที่เคยบังคับให้ปากเล็กนั้นเผยอออกกลับหันมาขยุ้มเรือนผมสีทองคำให้ขยับเข้าออกตามที่ร่างสูงหวัง
“ อ๊า!!.. ฮ…ฮื่อ.. “ ธารน้ำสีขาวขุ่นเปื้อนเต็มผ้าปูที่นอนกับต้นขาเรียวน่าจับต้อง พร้อมกับเป็นจังหวะเดียวกันที่ของเหลวนั้นเองก็เข้าไปในโพรงปากของคนตัวเล็กเช่นกัน ถึงจะอยากรีบผละออกมาก่อนแต่ก็ทำไม่ได้ในเมื่อมือหนากดหัวเอาไว้ให้รับเข้าไปทั้งหมด ร่างเพรียวค่อยละออกช้าๆแล้วสำลักออกมาบ้างบางส่วนเนื่องด้วยปริมาณที่มากเกินไป แต่ไม่ทันที่จะทำอะไรไปมากกว่านี้มือข้างเดิมกลับพลันมาปิดปากเอาไว้สนิท
“ .. กลืนลงไปให้หมด “ ประโยคคำสั่งดังออกมาให้ได้ยินอีกครั้ง พร้อมบีบแก้มอย่างแรงเชิงบังคับจนคนโดนสั่งต้องจำใจกลืนมันลงไปโดยเร็ว สีหน้าที่ปรากฏให้เห็นของร่างบางไม่ได้มีความรู้สึกยินดีเลยสักนิด ในทางกลับกันกลับรู้สึกนึกเกลียดชังคนตรงหน้าแทน กำหมัดแน่นด้วยความเคืองโกรธแต่ไม่อาจพูดอะไรออกไปได้
เพราะฝ่ายที่เรียกร้อง คือเขาเอง
แต่ฝ่ายที่กำลังเผลอโอนไปตามบทละคร… ไม่อาจตอบได้ว่าเป็นแค่เขารึเปล่า
ไม่ทันไรเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดก็ถูกดันให้นอนราบลงไปกับเตียงพร้อมตามด้วยคนตัวสูงขึ้นทาบทับ ริมฝีปากสีระเรื่อนั้นถูกบดเบียดอีกครั้งด้วยชายร่างสูงใหญ่ เจ้าของเกศาสีแดงกาฬสอดลิ้นร้อนเข้าไปตักตวงหาความหอมหวานพร้อมกับรั้งท้ายทอยคนตรงหน้าให้เข้าหาตนเองแกมต้องการให้ตอบสนองอย่างเต็มที่ ทำให้ร่างบางจำต้องใช้ลิ้นเล็กเกี่ยวตวัดและสนองทุกสัมผัสที่มอบให้มา
“ .. อ อา.. โคซาร์ท” ขานเรียกนามอีกฝ่ายพร้อมด้วยเสียงครางใส ไม่ใช่คนแปลกหน้าหรือคนที่รู้จักเพียงผิวเผินอีกต่อไปแต่กลับกลายเป็นคนที่สนิทที่สุดในเวลานี้ กลายเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวที่พึงมี ลุ่มหลงไปกับเสน่หาของอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นไม่รู้ได้ สมองแค่กำลังบอกกับเขาว่า คนตรงหน้า.. คนที่กำลังมอบจุมพิตให้เขาอยู่
คือคนที่เขาต้องการ
“ … อะไรกัน โจรร้ายกำลังตกหลุมรักตำรวจอย่างนั้นหรือ?” ช่างเป็นน้ำคำที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล และสะกิดใจอีกฝ่ายเหลือประมาณ คำปฏิเสธก็ถูกกลืนหายลงลำคอไปเสียหมดในเมื่อร่างกายมันซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกถึงขนาดนี้ ไม่หรอก.. สิ่งนี้ไม่ใช่ความรัก … มันแค่ความต้องการ ชั่วข้ามคืน .. ความต้องการที่โดนยัดเยียดมาให้ต่างหาก
“… พูดเป็นเล่น”
“ฮะๆ อย่าเสียใจทีหลังแล้วกัน” ยิ้มขบขันอารมณ์ดีแล้วจุมพิตแผ่วเบาลงที่หน้าผาก มือสากเลื่อนลงไปเค้นคลึงสะโพกมนเพื่อปลุกกระตุ้นอีกครั้ง ไม่น่าแปลกเลยที่หากว่าร่างเบื้องใต้จะไม่ดิ้นรนหรือทำเพียงแค่ส่งเสียงหวานออกมาพอให้ได้ยิน คงเพราะว่าเข็ดจากเมื่อครู่จึงไม่บังอาจขัดขืนอีก ทั้งการกระทำและต่อมิอะไรคนตัวเล็กจึงปล่อยเลยตามเลย สายตานั้นเหม่อมองเพดานห้องอย่างว่างเปล่า หัวสมองขาวโพลนไร้ซึ่งความนึกคิด .. มันนึกอะไรไม่ออก … มันไม่รู้จะทำสิ่งใดดี มีเพียงคำภาวนาเท่านั้น
วาดหวังให้มันจบลงโดยเร็ว
“ อ๊า!! “ ถูกเรียกสติด้วยความเจ็บปวดและความอึดอัดที่แล่นเข้ามาในโสตประสาทจากสิ่งที่แทรกเข้ามาในช่องทางนุ่ม เรียวเล็บจิกลงกับผ้าปูที่นอนเพื่อระบายอารมณ์ก่อนจะส่งเสียงครางใสดังไปทั่วเมื่ออีกฝ่ายเริ่มขยับ ร่างสูงโปร่งเองก็ไม่ใช่ว่าจะให้เรื่องดำเนินไปโดยง่าย เขากระแทกกายซ้ำตรงส่วนที่รู้ดีว่าร่างบางจะไหวต่อความรู้สึก หรือในบางคราก็แสร้งเป็นถอนกายออกจนเกือบสุดแล้วย้ำเข้าไปใหม่เพื่อให้อีกฝ่ายตกอยู่ในโลกของเขาอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะสภาวะจิตใจหรือกายเนื้อต้องบอกว่าบัดนี้กำลังครางเรียกหาอย่างไม่นึกอาย
“….ตอบรับให้ดีล่ะ” เจ้าของเกศาสีแดงเพลิงพินิจมองนักโทษคุมขังใต้ร่างอยู่สักพักก่อนที่จะจับพลิกให้อยู่ในท่าคลานแทน สองมือหนาจับเอวเพรียวไว้แน่นแล้วเร่งจังหวะแล้วพลันก็กระชับเข้าหาตัวให้มันเข้าไปได้ลึกขึ้น กลีบปากสีชมพูสวยส่งเสียงครางหวานดังลอดออกให้ได้ยินอย่างน่าพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการพร่ำเพรียกร้องหรือจะเป็นการขานชื่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ที่ทำให้ร่างสูงนั้นคลี่ยิ้มอย่างยินดีก็คงจะเป็นการที่คนตรงหน้าพยายามยกสะโพกขึ้นรับจังหวะเสียมากกว่า
“..อ..ฮ้ะ..แบบนี้มัน.. อ้า!” ผู้ตกอยู่ใต้อาณัติครางระงมยิ่งขึ้น เมื่อมืออีกฝ่ายข้างหนึ่งกลับอยู่ไม่สุข ละออกมาจากสะโพกกลมกลึงแล้วไล้ตามไปทั่วร่าง ตั้งแต่ลำคอขาวนวลที่มีรอยกลีบกุหลาบซึ่งถูกตีตราไว้อยู่ลงไปถึงแผ่นอกบอบบาง แวะเค้นคลึงยอดอกสีหวานอย่างขี้เล่นก็จะผ่านลงไปตามหน้าท้องน้อยแล้วหยุดลงที่ส่วนอ่อนไหวของร่างเล็ก จงใจที่จะกอบกุมไว้แล้วรูดขึ้นลงเป็นจังหวะเดียวกันกับการขยับตัว
“แบบนี้? … ทำไมกันรึหรือว่าเจ้าจะอยากได้แบบนี้กันล่ะ” ยิ้มมีเลศนัยเผยขึ้นใบหน้าคมคายอีกครั้งแล้ว ช้อนตัวร่างเล็กให้ขึ้นมานั่งคร่อมตักโดยหันหน้าเข้าหา ยกตัวอีกฝ่ายขึ้นไว้ก่อนที่จะกดลงเข้าหาสิ่งนั้นใหม่อีกครั้ง ยังไม่ทันที่จะได้ตอบคำถามร่างอรชรก็ชะงักไปแล้วฝุบลงกับแผงอกแกร่งอย่างเหนื่อยล้า เห็นดังนี้แล้วร่างสูงจึงเชยคางมนขึ้นแล้วพูดเสียงนิ่ง
“ …ข้ายังไม่ได้สั่งให้เจ้าหยุด” ใช้นิ้วเรียวกดลงกับริมฝีปากอย่างแรงจนเกิดเป็นรอยโลหิตช้ำ เจ้าของแพรไหมนุ่มสีทองหอบหายใจหนักปนไปกับเสียงหวาน หากว่าเจ้าตัวไม่ยอมทำเองก็คงจะต้องเป็นร่างสูงที่เป็นฝ่ายกระทำให้ คิดได้เช่นนี้แล้วก็จัดแจงคว้าสะโพกมนไว้จับให้ขยับเข้าหากับตัวตนตามความต้องการ อากาศหนาวเย็นในตอนนี้ไม่เป็นสิ่งที่สร้างความขัดใจกับเขาทั้งสองคนได้เลย ต่างฝ่ายต่างให้ความสนใจกับแรงราคะที่ฉุดรั้งพวกเขาให้อยู่กับโลกนี้ไว้เสียมากกว่า สองแขนกอดคนตัวสูงไว้แน่นพลางยังคงให้เสียงใสนั้นดังลอดออกมาไม่ขาดเว้น
“อ้า…!! ไม่ไหว.. อึก.. โคซาร์ท ..อ้า!! ..” ฟังแล้วก็ดูออกได้โดยง่ายว่าเจ้าของคำพูดไม่ได้โกหก สิ้นประโยคได้ไม่นานน้ำสีขาวขุ่นก็พลันถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง ใบหน้าติดหวานซับสีชมพูอ่อนให้เห็นอยู่บ้างในขณะที่อัญมณีคู่งามทั้งสองกลับไม่ปรากฏสิ่งใดที่สะท้อนอยู่ในม่านตาเลย .. ดั่งมองโลกที่มืดสนิท .. มองภาพสีดำเพียงอย่างเดียว ..
“ ข้ายังไหวนี่นะ” แต่ปฏิกิริยาของร่างสูงกลับตอบรับอย่างใจเย็นและด้วยคำพูดที่เรียบง่ายจนน่าหวั่นเกรง เอ่ยกล่าวพลางยังคงกระแทกซ้ำๆอยู่แบบนั้น แล้วจับร่างนักโทษที่อยู่ใต้ความควบคุมนอนราบลงไปกับฟูกที่นอน จับขาเรียวสองข้างนั้นยกขึ้นพาดบ่า ใบหน้าคมสันไม่ฉายแววอะไรให้เห็นนอกเสียจากรอยยิ้ม … ยิ้มที่ไม่อาจบ่งบอกได้ว่าต้องการจะสื่ออะไร
นี่.. อีกฝ่าย
กำลังมีความสุขสินะ
กำลังสนุกอยู่สินะ
ที่ได้กระทำเช่นนี้..
แรงปรารถนาที่ไม่อาจเติมเต็มได้ ความหอมหวานที่ได้รับยังไม่เพียงพอ อะไรกันที่ทำให้เขาหลงใหลกับร่างตรงหน้า เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นิสัยนั้นก็ไม่ได้น่ารักแต่ซ้ำยังกวนจนน่าโมโห … ร่างสูงโปร่งเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ … ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือไม่มีความรู้สึกผิด .. ทำไมล่ะ ทำไม .. ทำไมถึงลุ่มหลง … ทำไมถึงต้องการ
ทำไมถึงอยากได้…
เพราะรัก .. ? .. อย่างนั้นหรอ
แล้วพลันกับมีเสียงหนึ่งแว่วเข้ามาในโสตประสาทอันพร่าเลือน … คนตัวเล็กตัดสินใจหลับตาลงช้าๆแล้วคิดกับตนเองว่า เขานั้นหูฝาดไป …
“….จีอ็อตโต้ข้ารักเจ้านะ”
ชายหนุ่มว่าพลางขณะที่ถอนกายออกหลังจากที่ปลดปล่อยไปเรียบร้อย เนตรสีทับทิมฉายแววโศกเศร้าอยู่ชั่วขณะ ทีเขารีบชิงพูดแบบนี้นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาใจง่ายหรืออะไร เพียงแค่เกรงว่าไม่อาจมีโอกาสได้พูด หากว่าข้านอนหลับตาแล้วเจ้าหายไป อย่างน้อยความรู้สึกที่ออกมาจากใจ ข้าขอให้เจ้าได้รับรู้ … เจ้าคือคนที่ข้ามีความรู้สึกว่า แรกพบของเราหาใช่ครั้งแรก สำหรับข้าแล้ว
เจ้าไม่ใช่คนแปลกหน้า
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“ .. หือ? จับตายโจรร้ายข้ามประเทศที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ สิบเจ็ด? แล้วตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์? อะไรกันนะสังคมสมัยนี้ดิบเถื่อนซะจริง “ ชายหนุ่มวัยกลางคนนั่งประจำอยู่ที่นั่งรอหน้าร้านอาหารบ่นพึมพำในขณะที่เปลี่ยนหน้าสาสน์ข่าวประจำวันที่พึ่งซื้อมา เขาขมวดคิ้วกับเนื้อหาสาระในข่าวที่กล่าวอย่างน่าพิศวง ไร้ซึ่งหลักฐาน ไม่พบรอยนิ้วมือในที่เกิดเหตุ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเสมือนเป็นเพียงภาพหลวงที่ไม่อาจหาสิ่งใดมายืนยันได้ ชายคนนั้นถอนหายใจพลางวางมันลง คิดว่าไร้สาระก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ผู้ชายนั้นมีเกศาสีแดงเพลิงสง่าและการแต่งที่ดูมีภูมิฐาน ส่วนหญิงสาวมีผมสีบลอนด์ทองกับท่าทีแลดูสูงส่งจนมิอาจจับต้อง เขาจะไม่เอะใจอะไรหากว่าใบหน้าของพวกเขานั้นไม่บังเอิญไปละม้ายคล้ายกับรูปถ่ายที่อยู่ในหนังสือพิมพ์เมื่อครู่
“ สวัสดีค่ะ มากันกี่ท่านคะ “ หญิงสาวที่เป็นพนักงานต้อนรับถามด้วยน้ำเสียงสดใสก่อนที่จะหยิบขึ้นมาจดคำตอบที่ได้รับ ตามด้วยการถามชื่อไว้เพื่อเรียกคิว ทั้งสองนั้นตอบอย่างพร้อมเพรียงก่อนที่จะหันมาส่งยิ้มให้คนรัก
“ ..โคซาโตะ / อิเอยาสึ “
“ … เอ่อ จะให้จดชื่อใครหรอคะ “ ชะงักปากกาที่มือแล้วเงยหน้าขึ้นถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าทั้งคู่ตอบมาพร้อมกัน พอโคซาร์ทจะเป็นฝ่ายพูดนามตัวเองนั้น จีอ็อตโต้กลับชิงพูดเสียก่อน แต่มันก็ไม่เสียหายอะไรในเมื่อคำตอบนั้นสร้างความพึงพอใจให้ร่างสูงเป็นอย่างดี
“.. ชิม่อน ขานเรียกพวกเราแบบนั้นแล้วกันนะ ”
ให้กาลเวลานั้นหมุนผ่าน
ช่วงวันวานในอดีตอย่าหาได้ใส่ใจ
ใครเป็นใครมาก่อนโปรดได้อย่านึกถึง
ขอเพียงแค่ตอนนี้พวกเขามีกันและกันอยู่เคียงข้าง
มันก็เพียงพอแล้ว
- Fin -
ウネ












